สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันคล้ายคลึงกับก่อนที่จะเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในเมืองไทย

10

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้นมีอะไรหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับก่อนที่จะเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในเมืองไทยและ Dot Com Bubble ในอเมริกาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจของอเมริกาที่มีอัตราการเจริญเติบโตกว่า 4 % ในปี 1999 หรือสูงกว่าประเทศทร่ำรวยอื่นๆ ถึงสองเท่า อัตราการว่างงานที่ต่ำสุดในรอบ 30 ปีที่ 4 % หรือค่า P/E ของตลาด S&P 500 ที่สูงกว่า 30 เท่า ซึ่งเป็นที่มาของการล่มสลายของฟองสบู่ในอุตสาหกรรมไอทีในยุดดังกล่าว

เศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่ในช่วงเวลาดังกล่าวก็ไม่ต่างจากสถานการณ์ในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ยุดฝืดเคืองในปี 1997 และเศรษฐกิจของเยอรมันที่ไม่ต่างจากคนป่วยจากปัญหาค่าแรงและต้นทุนประกอบการที่สูงขึ้น และการล่มสลายของเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงต้นของยุค 90 และล่มสลายลงในเวลาต่อมา ก่อให้เกิดวิกฤติในประเทศไทย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ บราซิล ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกจากการดำเนินนโยบายทางการเงินที่ผิดพลาด และการปกป้องค่าเงินของตนเองโดยไม่คำนึงถึงพละกำลังของตนและการมีหนี้สินเงินตราต่างประเทศมากจนเกินไป และท้ายที่สุดเศรษฐกิจของอเมริกาก็เกิดปัญหาสภาวะฟองสบู่ในอุตสาหกรรมไอทีที่แตกในปี 2001

เหตุการณ์ในขณะนี้นั้นมีความเหมือนกับเหตุการณ์ในยุค 90 เป็นอย่างมากที่เศรษฐกิจของอเมริกาเติบโตในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ นั้นอ่อนแอ อาจจะต่างกันบ้างก็ตรงที่ประเทศจีนซึ่งเข้ามาเป็นผู้เล่นขนาดใหญ่รายใหม่และมีขนาดเศรษฐกิจก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของโลกแทนที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2015 ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของอเมริกาจะโตขึ้น 3 % เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจของประเทศอื่นที่ยังอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอ เช่นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปที่ไม่น่าจะเติบโตเกิน 1.1 % และเศรษฐกิจของประเทศจีนที่ยังคงเติบโตลดลงอย่างต่อเนื่องและไม่น่าจะขยายตัวเกิน 7 % ในปีนี้

เหตุการณ์เช่นนี้คล้ายคลึงกับช่วงยุค 90 ที่เศรษฐกิจของอเมริกามีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว อัตราการสร้างงานนั้นสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 1999 ซึ่งเป็นอนิสงส์จากราคาน้ำมันที่ถูกลง ทำให้เพิ่มอำนาจการซื้อของประชาชนและก่อให้เกิดการลงทุนเพิ่มมากขึ้น แต่ก็จะให้ผู้ประกอบการขุดน้ำมันจากชั้นหิน ซึ่งมีต้นทุนการผลิตน้ำมันที่สูงกว่าการผลิตน้ำมันจากบ่อน้ำมันทั่วไปจะล้มลายลงในระยะเวลาอันใกล้ และอนิสงส์จากเงินดอลล่าร์ที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลักอื่นๆจะมีผลทำให้การส่งออกของอเมริกายิ่งแย่ลงเหมือนกับที่เกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 15 ปีก่อน

ค่าเงินหยวนลดลงทำให้ทั่วโลกเริ่มกังวลกับค่าเงินในประเทศจีน

ค่าเงินหยวนลงทำให้ทั่วโลกเริ่มกังวลกับค่าเงินในประเทศจีน
หลังจากที่ประเทศจีนประกาศลดค่าเงินหยวนลง ส่งผลให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงไปทันทีกว่า 4.6% เมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับได้ว่าเป็นการประกาศลดค่าเงินครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของจีนในรอบกว่า 20 ปี ภาคการส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน เพราะการที่จีนลดค่าเงินหยวน ส่งผลให้สินค้าจากไทยที่ส่งไปที่จีนมีราคาแพงขึ้นทันที ขณะที่ประเทศอื่น ๆ จะมองว่าสินค้าจีนมีราคาถูกลง

การเงินการคลังที่มีอยู่ในมือของรัฐบาลจีนในตอนนี้เริ่มอ่อนแรงลงเต็มที ประกอบกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้รัฐบาลจีนตัดสินใจใช้มาตรการลดค่าเงินหยวนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการส่งออก ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพใหญ่ของประเทศจีนก็คือ “การส่งออก” ดังนั้นยาแรงที่จีนนำมาใช้คือ “การปรับวิธีการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงเงินหยวน” หลังจากเปลี่ยนวิธีการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ก็มีผลทำให้ “อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงสอดคล้องกับอัตราแลกเปลี่ยนในตลาด” มากขึ้น

สินค้าส่งออกของไทยไปจีน พบว่า การส่งออกกระจุกตัวอยู่ในสินค้าโภคภัณฑ์กว่าร้อยละ 50 เป็นสินค้าชั้นกลางอีกร้อยละ 10 สินค้าส่งออกหลักที่ไทยส่งไปจีนไม่ว่าจะเป็นยางพาราและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางพารา เม็ดพลาสติก ตลอดจนเคมีภัณฑ์ ล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบจากการที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง ในขณะที่การส่งออกสินค้าประเภทชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ก็มีแนวโน้มไม่สดใส จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคในตลาดโลก ทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ติดลบร้อยละ 7

การรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ไทยอาจต้องเร่งดำเนินนโยบายทางการคลังเพื่อไม่ให้สถานการณ์การส่งออกย่ำแย่ไปกว่านี้ โดยต้องเร่งลงทุนเพื่อให้ขาดดุลมากขึ้น อันเป็นการทำให้เงินบาทอ่อนค่าซึ่งจะทำให้ไทยสามารถแข่งขันในการส่งออกได้ดีขึ้น ในขณะที่นโยบายการลดดอกเบี้ยลงนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ เพราะอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันของไทยก็อยู่ในระดับต่ำมากแล้ว

ระบบเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันการลงทุนการค้าระหว่างประเทศเชื่อมโยงกันได้ทั่วโลก

1

ระบบการค้า การเงินการคลังและการลงทุนทางด้านต่างๆของแต่ละประเทศจะเชื่อมโยงถึงกันและเมื่อเกิดผลกระทบก็จะทำให้ได้รับผลกระทบลุกลามแพร่กระจายได้กว้างขวางถึงกันทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาที่เป็นประเทศมหาอำนาจเมื่อเกิดปัญหาทางการเงินขาดสภาพคล่อง สถาบันการเงินบางแห่งล้มละลาย ปิดกิจการจะส่งผลกระทบกับการดำเนินการทางธุรกิจ อุตสาหกรรมอื่นๆที่เชื่อมโยงกันต้องหยุดชะงักหรือขาดทุน เกิดการว่างงาน เศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาอยู่ในภาวะถดถอยส่งผลกระทบไปทั่วโลกทั้งในตลาดการค้า ตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกและระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นคู่ค้าที่สำคัญ สำหรับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาสามารถสรุปได้ดังนี้

การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกามิได้มีผลกระทบกับประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวแต่จะส่งผลกระทบเชื่อมโยงไปทั่วโลกเนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจและเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญทั้งทางด้านการค้า การลงทุนและการเงินข้ามชาติ ผลกระทบครั้งนี้ทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกลดลง โดยเฉพาะในปี 2009 เป็นปีที่ได้รับผลกระทบรุนแรงผลผลิตมวลรวมประชาชาติของสหรัฐอเมริกา กลุ่มสหภาพยุโรปและเอเชียลดลง เนื่องจากเมื่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาตกต่ำจะทำให้การบริโภค การลงทุนลดลง ส่งผลให้ประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้องมีอุปสงค์รวมลดลงด้วยจึงทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆลดลงเช่นกัน ตัวอย่างการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้มีผลกระทบทำให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เช่นอุตสาหกรรมรถยนต์ต้องประสบปัญหาขาดทุนอย่างมากเนื่องจากยอดขายลดลงอย่างสูงซึ่งอุตสาหกรรมต้องจ้างแรงงานโดยตรงประมาณ 5 ล้านคนซึ่งรัฐจำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือให้เงินกู้ ซึ่งปัญหาอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐอเมริกาจะมีผลกระทบกับอุตสาหกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศด้วย เช่นอุตสาหกรรมเหล็กกล้า ชิ้นส่วนรถยนต์ เคมีภัณฑ์ มีผลทำให้บริษัทในยุโรปต้องปิดกิจการตามไปด้วย

เศรษฐกิจถดถอย เกิดการว่างงาน แรงงานทั่วโลกต้องตกงาน เมื่อสถาบันการเงิน ธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ประสบปัญหาขาดทุนหรือต้องปิดกิจการดังนั้นจึงทำให้มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบเชื่อมโยงกันทั่วโลกทำให้แรงงานทั่วโลกตกงานอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ทำให้อำนาจซื้อของประชาชนลดลง การบริโภคลดลงและอุปสงค์รวมลดลงเศรษฐกิจทั่วโลกถดถอย

อุตสาหกรรมหลักที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของสปป.ลาวในปัจจุบัน

1

เศรษฐกิจของสปป.ลาวมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมสู่ระบบเศรษฐกิจเสรีแบบตลาดเมื่อปี 2529 เศรษฐกิจสปป.ลาวขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 6.2 ต่อปี นับเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งนี้ปี 2556 เศรษฐกิจสปป.ลาวมีอัตราการเจริญเติบโต สูงถึงร้อยละ 7.6 ซึ่งสูงมากกว่าจีนที่มีอัตราการเจริญเติบโตร้อยละ 7.5 ในปีเดียวกัน ทว่าเศรษฐกิจสปป.ลาวประสบกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงถึงร้อยละ -21.9 ของ GDP เนื่องจากความต้องการนำเข้าสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น และมีข้อจำกัดด้านศักยภาพการผลิตเพื่อการส่งออก

สปป.ลาวเป็นคู่ค้าสำคัญรายหนึ่งของไทย ไทยได้ดุลการค้ามาโดยตลอด สปป.ลาวส่งออกสินค้ามายังไทยเป็นอันดับหนึ่ง และนำเข้าสินค้าจากไทยเป็นอันดับหนึ่งเช่นกัน สินค้าที่สปป.ลาวส่งออกเป็นหลัก คือ แร่ทองคำ ทองแดง และพลังงานไฟฟ้า ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมัน รถยนต์และส่วนประกอบ การส่งออกของ สปป.ลาว ปี 2556 มีมูลค่า 3,451 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 3.9 ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 6,940 ล้านดอลลาร์ฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2 ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทั้งนี้ปี 2556 การนำเข้าสินค้าเพื่อนำมาใช้ในการก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลการก่อสร้างฟื้นฟูความเสียหายจากพายุโซนร้อนไหหม่าและพายุไต้ฝุ่นนกเตนตั้งแต่ปี 2554

อุตสาหกรรมหลักที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของสปป.ลาว คือ การทำเหมืองแร่และพลังงานไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันกำลังมีการก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า ทรัพยากรสำคัญของสปป.ลาว ได้แก่ ไม้ ดีบุก ยิบซั่ม ตะกั่ว    หินเกลือ เหล็ก ถ่านหินลิกไนต์ สังกะสี ทองคำ อัญมณี หินอ่อน น้ำมัน กล่าวได้ว่าเศรษฐกิจสปป.ลาวขับเคลื่อนโดยอาศัยรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ  การลงทุนในสปป.ลาวส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากจีนและเวียดนาม อันดับสามคือนักลงทุนไทย กลุ่มธุรกิจที่ได้รับความสนใจในการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ คือ กิจการการทำเหมือง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 27 และด้านกิจการการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ส่วนกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ที่มีการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น ด้านการเกษตร ด้านโรงแรมและร้านอาหาร ด้านการสื่อสาร สำหรับการลงทุนของไทยในสปป.ลาวในช่วงที่ผ่านมามีการลงทุนด้านการเกษตร ด้านการบริการ ด้านโรงแรมและร้านอาหาร และด้านอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

แนวโน้มด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมเมื่อเข้าสู่อาเซียน

ปัจจุบันประเทศไทยมีการตื่นตัวในการเตรียมพร้อมเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นในระดับภาคอุตสาหกรรมระดับองค์กร โดยการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มุ่งเน้นให้เกิดความร่วมมือเฉพาะด้านเพื่อที่จะทำให้ประชาชนมีสภาพความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเน้นการบริหารจัดการด้านวัฒนธรรมโดยนำทุนทางมรดกวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ผลักดันเศรษฐกิจบนฐานวัฒนธรรมเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชนในพื้นที่ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบนฐานวัฒนธรรม และการปรับโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการภาครัฐที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจบนฐานวัฒนธรรม

ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทยแล้วยังช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และได้มีการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมสืบเนื่องมาเป็นเวลานานทำให้การท่องเที่ยวนับเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่ได้นำเอาวัฒนธรรมมาเป็นจุดขายเพื่อดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต่างสนใจที่จะเรียนรู้วัฒนธรรม มรดกทางประวัติศาสตร์ เยี่ยมชมงานสถาปัตยกรรมและสัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในประเทศด้วย จากสถานการณ์การท่องเที่ยวในปัจจุบันได้มีการแข่งขันอย่างรุนแรงทำให้ประเทศไทยต้องปรับทิศทางการส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น การนำเอาเอกลักษณ์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่า  นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีอุตสาหกรรมที่สำคัญในเชิงวัฒนธรรมอยู่หลายประเภทถือว่าเป็นสินค้าทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศที่มีแหล่งผลิตที่มาจากหลายภูมิภาค อย่างเช่น ผ้าทอ โดยมุ่งเน้นให้ลวดลายบนผืนผ้าที่แสดงถึงความเป็นไทยและให้มีความแตกต่างจากคู่แข่ง ซึ่งในปัจจุบันถูกส่งออกไปทั่วโลก

ดังนั้น เมื่อเข้าสู่อาเซียนแล้วผลที่ตามมาคือสามารถที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศไทยดีขึ้น ซึ่งในส่วนนี้ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันผลักดันและพัฒนาในทุกๆด้านด้วย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว การต้อนรับ และการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและอื่นๆ เพื่อจะได้ดึงดูนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ประเทศไทยนั้นมีเศรษฐกิจที่ดีตามมา

แก้ไขปัญหาปาล์มล้นตลาดในระยะสั้นและระยะยาว

c3c1a24aae27fa4d5a68832aa1c30c52_XL
การเร่งขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผลผลิตน้ำมันปาล์มปีนี้เริ่มล้นตลาดและราคาตกต่ำ จากการเร่งขยายพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อรองรับกับยุทธศาสตร์พลังงานทดแทนของภาครัฐ ทำให้ผลผลิตน้ำมันปาล์มในปีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ ทำให้ตลาดน้ำมันปาล์มยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงด้านราคาจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ ทั้งนี้ภาครัฐและภาคเอกชนต้องเร่งสร้างสมดุลระหว่างปริมาณการผลิตและการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศ โดยในระยะสั้นต้องกระตุ้นให้เพิ่มการใช้ในส่วนของการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล

ซึ่งภาคเอกชนควรพัฒนาน้ำมันไบโอดีเซล พร้อมทั้งทดสอบ รับรองสมรรถนะการใช้งาน และนำร่องจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันขนาดใหญ่ หรือบริเวณถนนทางหลวงสายหลัก รวมถึงใช้ช่องทางการส่งออกเพื่อระบายสต็อกในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว ภาครัฐต้องวางแผนการผลิตและการใช้น้ำมันปาล์มให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศ และภาคเอกชนควรเร่งผลักดันให้น้ำมันไบโอดีเซลสามารถผลิตและจำหน่ายได้ในเชิงพาณิชย์ทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาคุณภาพน้ำมันไบโอดีเซลให้สามารถใช้ในยานพาหนะอื่นๆ เช่น เครื่องบินและรถไฟ เป็นต้น

นอกจากนั้นในปีนี้ผลผลิตปาล์มยังไม่ออกมาตามฤดูกาลปกติ คือ ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม แต่กลับมาออกมากในเดือนเมษายนจนล้นสต๊อกโรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกมาก ส่วนการที่รัฐบาลนำเข้าน้ำมันปาล์มจากประเทศมาเลเซีย 5 หมื่นตัน เมื่อเร็วๆนี้ก็อาจมีผลกระทบบ้างแต่ไม่มากนัก แต่สาเหตุที่ทำให้ราคาตกต่ำจนเหลือแค่กิโลกรัมละ 2.70 บาทนั้น เป็นเรื่องอุปสงค์อุปทาน อันเนื่องมาจากผลปาล์มสดล้นตลาดมากกว่า อย่างไรก็ตามจากปัญหาดังกล่าวทางผู้บริหารกำลังดำเนินการลงทุนอีกหลายร้อยล้านบาทเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต และรองรับการค้าน้ำมันปาล์มกับกลุ่ม AEC ในเร็วๆนี้

ขณะนี้ผลปาล์มสดกำลังทยอยออกสู่ตลาด โดยเดือนพฤษภาคมนี้จะมีผลปาล์มออกสู่ตลาดอีก 1 ล้านตัน หรือคิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ 1 แสนตัน ซึ่งแนวทางจะมุ่งลดส่วนเกินในตลาดเพื่อพยุงราคารับซื้อปาล์มสดไม่ให้ต่ำกว่า 4 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าต้นทุนเพาะปลูก 3.38 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับแนวทางที่จะพิจารณาจะมี 2-3 แนวทาง คือ ให้องค์การคลังสินค้าซื้อน้ำมันปาล์มส่วนเกินไว้เพื่อรอจำหน่ายในช่วงผลผลิตขาดแคลน รวมถึงขอให้โรงกลั่นเพิ่มการรับซื้อและผลักดันให้เพิ่มปริมาณใช้น้ำมันปาล์มในการผลิตไบโอดีเซลและใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยผลประชุมจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มที่มี

สภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย


ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางซึ่งแสดงความก้าวหน้าอย่างน่าทึ่งด้านการพัฒนามนุษย์ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันไทยได้รับคะแนนการพัฒนามนุษย์ที่ 0.778 คาดว่าไทยจะบรรลุเป้าหมายทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดของเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษล่วงหน้าก่อนสิ้นกำหนดในปี 2558 ในปี 2546 ไทยลดอัตราความยากจนจาก 27% เหลือเพียง 9.8% เทียบกับปี 2533 ในปี 2545 สัดส่วนของเด็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ลดลงมาเกือบครึ่ง เด็กส่วนใหญ่เข้าเรียนในโรงเรียน คาดว่าเป้าหมายการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับทุกคนจะบรรลุได้อีกเพียง 2-3 ปีข้างหน้า ไข้มาลาเรียไม่เป็นปัญหาในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศอีกต่อไปแล้ว อัตราการติดเชื้อเอชไอวีใหม่ต่อปีลดลงกว่า 80% เทียบกับปี 2534 ซึ่งประสบกับการระบาดรุนแรงที่สุด ขณะที่ความเท่าเทียมทางเพศก็คืบหน้าอย่างน่าพอใจ

ความสำเร็จของไทยเป็นผลจากการผสมผสานระหว่างการวางนโยบายที่หลักแหลม การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ประชากรที่ขยันหมั่นเพียร การลงทุนสาธารณะในการบริการสังคม สภาพประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ที่ได้เปรียบ และประการสำคัญ การเติบโตทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตามความก้าวหน้าที่เด่นชัดนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ผลประโยชน์เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วสำหรับผู้ที่เกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น งานในภาคการผลิตเพื่อส่งออก ส่วนผู้คนที่ยังคงพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ เช่น เกษตรกรที่มีแปลงเพาะปลูกขนาดเล็ก กลุ่มนี้มักได้รับประโยชน์น้อยกว่าเมื่อเทียบสัดส่วนกัน เขตเมืองของไทยเติบโตเร็วกว่าชนบท ความยากจนเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง และยังพบได้ทั่วไปแถบชนบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่ติดชายแดนภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศ

ดังนั้น ความท้าทายในการพัฒนาที่ยังคงอยู่ต่อไป โดยเฉพาะสำหรับคนบางกลุ่มและบางพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ความท้าทายที่ต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลาประกอบด้วย อัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่าของมารดาระหว่างคลอดของชาวมุสลิมในภาคใต้ ภาวะทุพโภชนาการในเด็กที่ยังคงอยู่ในพื้นที่อยู่อาศัยที่ห่างไกลของชาวเขาในภาคเหนือ และการใช้ทรัพยากร ธรรมชาติที่ไม่ยั่งยืน นอกจากนั้น ยังมีสัญญาณเตือนการกลับมาระบาดอีกครั้งของเอชไอวี/เอดส์ ผู้หญิงยังมีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพที่น้อยกว่า และมีการมีส่วนร่วมที่น้อยกว่าในการเลือกตั้งทางการเมือง และปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศและความรุนแรงต่อผู้หญิงในครอบครัวยังคงเป็นปัญหาอยู่ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปการศึกษาก้าวหน้าไปมาก กระนั้นก็ยังมีช่องว่างในแง่คุณภาพการศึกษาและการปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยได้พิสูจน์ความสามารถในการพลิกฟื้นด้วยการผ่านพ้นภาวะโหมกระหน่ำทางเศรษฐกิจ ที่ต่อเนื่องมา ก็เพราะการเติบโตที่แข็งแกร่ง ฐานะการคลังที่ดีขึ้น และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีระดับสูง นอกจากนั้น ดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของปริมาณการนำเข้าและส่งออกก็มีส่วนบรรเทาความรุนแรงจากจากปัจจัยลบต่างๆ อีกด้วย

ธุรกิจขนาดกลางสามารถสร้างตลาดและรองรับธุรกิจขนาดใหญ่และสร้างตลาดพื้นฐาน

21

จริงๆแล้วเราเองได้รับบทเรียนราคาแพงมาจากช่วงค่าเงินบาทผันผวนมาแล้ว   ความเข้มแข็งของนักธุรกิจรวมถึงวิธีการคิดที่ปรับตัวพร้อมการยืดหยุ่นกับสภาวะนั้นต้องบอกว่า นายแน่มาก พร้อมกับยกหัวแม่โป้งมือให้อย่างนับถือ จะว่าไปแล้วการพัฒนาเศรษฐกิจไทยถือว่าค่อนข้างพัฒนาได้ดีขึ้นกว่าช่วงก่อนวิกฤตการณ์ การได้รับบทเรียนที่ดีทำให้ระบบเศรษฐกิจของเรายืดหยุ่นพอสมควร การกระจายความเข้มแข็งเข้าไปสู่ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทำให้ระบบธุรกิจกระจายตัวได้สม่ำเสมอทำให้ในแต่ละปีอย่างน้อยเศรษฐกิจไทยเราก็โต 6-7%

เมื่อธุรกิจขนาดกลางสามารถสร้างตลาดและรองรับธุรกิจขนาดใหญ่และสร้างตลาดพื้นฐานขึ้นมาได้ก็ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจมีระบบป้องกันลดความเสี่ยง หลังจากผ่านวิกฤติการณ์ช่วงนั้นมาได้แล้วเราก็ต้องยอมรับว่าประเทศไทยในช่วง10ปีที่ผ่านมายังเป็นช่วงขาขึ้น   (ซึ่งไม่ได้หมายถึงเอาขาขึ้นมาก่ายหน้าผากแทนแขนนะครับ) ปัญหาระบบเศรษฐกิจช่วงหลังที่เราคิดกันไม่ใช่เรื่องสร้างหรือแก้ไขระบบเศรษฐกิจแต่เป็นเรื่องที่เราจะต้องรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยให้คงความดีไปได้อย่างไร ในขณะที่มีหลายสาเหตุที่ทำให้ความมั่นคงด้านค้าขายของเราผันผวน อย่างเรื่องของค่าเงินที่ไม่เสถียรที่คิดทีไรเสียวสันหลังยังตามมาหลอกหลอนและในปัจจุบันที่เป็นเรื่องน่าห่วงอย่างมากคือ ความไม่แน่นอนในเรื่องราคาน้ำมัน ทำให้การค้าขายปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนรูปแบบการค้าภาวการณ์แข่งขันก็รุนแรงขึ้น ยิ่งพฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปด้วยมีความซับซ้อนยากขึ้น สิริรวมความแล้วเรียกได้ว่า เป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจจะมีมากขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น แต่ตรงข้ามที่วิธีการปรับราคาสร้างกำไรเพิ่มโดยปรับภาระสู่ผู้บริโภคเป็นไปได้ยากกว่าอดีตเยอะเลย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า สิ่งที่พิสูจน์ได้ถึงระบบเศรษฐกิจไทยที่มั่นคงนั้นกลับเป็นเรื่องที่เป็นเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าค่อนข้างรุนแรงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมารวมทั้งเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่บานขึ้นทันตา หรือจะทวนความจำถึง การเกิดระบาดของโรคซาร์ส ตามด้วยไข้หวัดนก และก็ยังต้องแก้ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ซึ่งวันนี้ก็ยังเป็นปัญหาที่ยังต้องแก้ต่อไปแล้วก็ซ้ำด้วยปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองเข้าไปอีก ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกิดติดๆกันแต่ก็ยังสามารถรักษาภาพรวมของเศรษฐกิจได้ ถึงแม้ว่าจะต่ำกว่าเป้าที่วางไว้หรืออาจจะบอกว่าเป็นแค่ตัวเลขสวยหรูแต่ความจริงก็ยังพูดได้ว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มให้เห็นว่ามีการพัฒนาต่อเนื่องได้  ทั้งๆที่ความเข้มแข็งดังกล่าวไม่มีปัจจัยบวกมาสนับสนุนเท่าไรจึงน่าจะเชื่อได้ว่าถ้าในช่วงปีหลังต่อนี้ไปไม่มีเรื่องราวต่างๆรุนแรงอย่างที่ผ่านมาระบบเศรษฐกิจก็คงสามารถเติบโตได้มากขึ้นแน่นอน

วางแผนธุรกิจล่วงหน้าในภาวะเศรษฐกิจขาลง

การปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการที่ไม่สามารถผ่อนชำระเงินกู้ได้ ทำให้ธุรกิจเกิดวิกฤติ ทำให้เกิดการว่างงาน และในหลายๆกิจการต่างพากันเลิกกิจการ เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต่างติดลบ ในทีนี้เราจะกล่าวถึงการสร้างธุรกิจให้เจริญเติบโตในภาวะเศรษฐกิจที่ติดลบ

ในสภาวะเศรษฐกิจดังกล่าว เราควรเริ่มหาลูกค้ารายใหม่ๆให้กับบริษัท ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ยากในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ โดยการจัดตั้งทีมการขายขึ้นมาใหม่ทำหน้าที่ค้นหาลูกค้ารายใหม่ๆ ซึ่งการได้ลูกค้ารายใหม่เข้ามาจะทำให้สามารถกำหนดและสร้างตลาดในกลุ่มใหม่ๆ ได้อีกด้วย นอกจากนี้การหาลูกค้ารายใหม่ๆยังช่วยให้บริษัทมีรากฐานที่มั่นคง หากเศรษฐกิจตกต่ำเพียงใด การจัดหาลูกค้ารายใหม่จึงเป็นอันดับแรกที่ขาดไม่ได้

สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจขึ้นอยู่กับเงิน ซึ่งในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเป็นสิ่งที่หายากมาก ดังนั้นการดำเนินการใช้จ่ายด้านการเงินจึงต้องทำอย่างรอบคอบที่สุด โดยเฉพาะในการดูแลกระแสเงินสดที่ต้องทำการดูแลมากเป็นพิเศษ เพราะต้องนำเงินหมุนเวียนนี้ไปใช้จ่ายในด้านต่างๆ เช่น ค่าจ่ายค่าสาธารณูปโภคต่างๆ จ่ายเงินเดือนพนักงาน ซื้อวัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิต ชำระสินเชื่อหรือเงินทุนที่กู้ยืมมาจากแหล่งต่างๆ เป็นต้น และเมื่อภาวะทางการเงินมีความคล่องตัวแล้ว ควรรีบหาเงินมาสำรองจ่ายก่อนในทันที เพื่อไม่ให้ธุรกิจหยุดชะงักในภายหลัง เพราะเมื่อธุรกิจเกิดหยุดชะงักขึ้นมารายได้ที่หามาได้นั้นก็จะหยุดชะงักตามไปด้วย โดยปัญหาในการทำธุรกิจที่พบบ่อยมาก คือการจัดการกระแสเงินสด เพราะเป็นตัวชี้วัดว่าธุรกิจจะเติบโตไปได้อย่างไร

การกำหนดเป้าหมายแผนการล่วงหน้า เป็นวิธีปฏิบัติที่มีความสำคัญมากซึ่งสิ่งแรกที่ต้องทำก่อนคือกำหนดเป้าหมายปลายทางที่ต้องการจะไปถึง เช่น ถ้าเป็นการขายผลิตภัณฑ์หรือสินค้าประเภทต่างๆ ก็ควรกำหนดยอดที่ควรขายให้ได้เอาไว้ล่วงหน้าให้ชัดเจนเพื่อสร้างแรงกระตุ้น อีกทั้งยังสามารถนำมาคำนวณตัวเลขรายรับทางบัญชีได้ล่วงหน้าอีกด้วย

สิ่งสำคัญคือความเชื่อ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องต่อสู้กับปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ เพราะปัญหาทางธุรกิจเป็นปัญหาที่หนักมาพอสมควร ถ้าหากผู้ประกอบการเกิดท้อถอย ก็ไม่มีทางที่จะสามารถเผชิญหน้าต่ออุปสรรคได้ ในโลกของธุรกิจนั้นถ้าผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่น ความสำเร็จต่างๆก็สามารถผ่านไปได้เสมอ

การนำความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในทางธุรกิจ

ผลกำไรสูงสุดเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจคาดหวังมากที่สุดเพราะเป็นสิ่งที่บ่งบอกผลประกอบการได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ประเด็นชี้วัดด้านต่างๆเป็นเพียงปัจจัยระดับรอง ไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวเลขทางการเงิน ซึ่งสามารถชี้วัดได้ทันที และเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ง่ายกว่าปัจจัยอื่นๆ

ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจของไทยส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากต่างชาติ

แต่ในความเป็นจริงแล้วแนวคิดที่สามารถนำมาบริหารธุรกิจของไทยก็มีเช่นกัน นั่นคือ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั่นเอง เป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก แต่ผู้ประกอบการไทยยังไม่ได้จริงจังที่จะนำมาปรับใช้ในธุรกิจของตนมากเท่าไรนัก เพราะผู้บริหารส่วนใหญ่ใช้การชี้วัดเศรษฐกิจทางตัวเลขมากกว่า และอาจคิดว่าคำว่าพอเพียงนั้นไม่เพียงพอต่อการเร่งสร้างฐานทางเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันอยู่ตลอดเวลา และในอีกมุมมองอาจะคิดว่านำไปใช้ได้ในเฉพาะเกษตรกรเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วหลักเศรษฐกิจพอเพียงสามารถตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจได้ดีทีเดียว รวมทั้งเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการคิดอย่างรอบคอบ เพราะไม่ว่าธุรกิจจะเติบโตไปในทิศทางใดย่อมต้องตั้งอยู่ในพื้นฐานความรอบคอบนั่นเอง

ปัญหาของการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ทางธุรกิจนั้น ปัญหาหลักๆอยู่ที่ความเข้าใจว่าเป็นการนำไปใช้กับเกษตรกรรมเท่านั้นไม่ใช่อุตสาหกรรมซึ่งห่างไกลจากชีวิตคนเมือง จึงเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจมากนัก นอกจากนี้ยังมองว่าหลักความพอเพียงไม่เหมาะกับการมุ่งหวังทางผลกำไร แล้วจะนำมาใช้ได้จริงหรือ

หลักความพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้โดยไม่ขัดต่อการแสวงหากำไร แต่การได้มาซึ่งกำไรต้องไม่มาจากการเอาเปรียบผู้อื่น หรือการแสวงหากำไรจากการเบียดเบียนผู้อื่น ไปจนถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างประหยัดและมีคุณภาพ นอกจากนี้หลักความพอเพียงจะต้องประกอบด้วยคุณลักษณะ 3 ประการ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี มีการบริหารที่เป็นขั้นตอนไม่ช้าไม่เร็วเกินไป และต้องไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน

เศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายว่า พอดี นั่นคือ มีความเหมาะสม กำลังดีไม่ขาดไม่เกิน ไม่โลภมาก มีความรอบคอบในการประกอบธุรกิจ ดังนั้นหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักที่นักธุรกิจควรให้ความสำคัญ

กลยุทธ์ในการเข้าสู่ธุรกิจระหว่างประเทศ ในปัจจุบัน

ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีธุรกิจจากนานาประเทศเข้ามาลงทุน ทั้งโดยการชักชวนจากรัฐบาลและโดยการที่กิจการเหล่านั้นเห็นโอกาสที่จะพึงขยายธุรกิจของตนในรูปแบบต่างๆในต่างประเทศ ในขณะที่มีธุรกิจไทยจำนวนไม่มากที่มีโอกาสไปดำเนินงานในต่างประเทศและประสบความสำเร็จมีผลประกอบการที่ดี สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างธุรกิจของประเทศต่างๆและเป็นที่น่าสนใจว่าเหตุใดบางประเทศจึงประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ และบางประเทศจึงไม่ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้แล้วถ้าพิจารณาให้ดีถึงในระดับมหภาคก็จะพบว่าแม้นักการเมืองหรือนักวิชาการจำนวนมากก็ยังสับสนกับการดำเนินงานของธุรกิจระหว่างประเทศที่มาจากต่างประเทศ กล่าวคือการที่ประเทศไทยเป็นประเทศเปิดมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้ประเทศมีลักษณะเสรีและเป็นประเทศทุนนิยม มีการลงทุนของธุรกิจจากต่างประเทศจำนวนมากซึ่งก่อให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ

การดำรงชีวิตของประชาชนในประเทศที่มิได้อิงกับการเกษตรและผลผลิตในครัวเรือนดังเช่นแต่ก่อน แต่ต้องไปอิงกับการทำงานในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมและบริการเพิ่มมากขึ้น และเนื่องจากธุรกิจไทยเองไม่ประสบความสำเร็จในด้านการลงทุนขนาดใหญ่มากพอที่จะรองรับแรงงานทั้งในส่วนที่มีการศึกษาสูงและการศึกษาระดับพื้นฐาน ทำให้รัฐบาลต้องชักชวนธุรกิจจากประเทศอื่นให้เข้ามาลงทุนในประเทศ เพื่อก่อให้เกิดการไหลเข้าของเงินทุน การจ้างงานและผลผลิตออกสู่ตลาดโลก แต่ก็มีคนจำนวนมากที่กลัวธุรกิจจากต่างชาติเหล่านั้นและต่อต้าน ซึ่งเป็นความสับสนและขัดกันเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือผลจากการพัฒนาการศึกษาของประชาชนและพัฒนาการทางด้านมาตรฐานการยังชีพทำให้ประชาชนต้องเข้ามาสู่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และภาคธุรกิจอุตสาหกรรมนั้นต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติทั้งด้านเงินทุน การบริหารจัดการและเทคโนโลยี แต่กลับมีผู้พยายามต่อต้านและสร้างกระแสชาตินิยมขึ้นทำให้ขัดกับโลกของความเป็นจริงที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่เป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับพม่าซึ่งปิดประเทศมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ประชาชนยังผูกพันกับเศรษฐกิจและการยังชีพแบบดั้งเดิม ทำให้ประชาชนยังไม่ต้องพึ่งพิงการลงทุนจากกต่างชาติมากนักซึ่งต่างจากสถานะของประเทศไทยในปัจจุบันมาก สิ่งหนึ่งซึ่งควรจะสร้างให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้แก่ทำอย่างไรธุรกิจของไทยจึงจะสามารถออกไปแข่งขันในต่างประเทศได้ รวมทั้งแข่งขันหรือร่วมมือกับธุรกิจจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศด้วยวิธีบริหารจัดการที่ทันสมัยได้ มิใช่การสะกัดกั้นหรือต่อต้านธุรกิจจากต่างชาติเพราะกลัวสู้ไม่ได้โดยอาศัยกระแสชาตินิยม ซึ่งจะเป็นผลเสียหายต่อประเทศมากเมื่อมองในภาพรวมในระยะยาวแล้ว

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการที่ธุรกิจจะสามารถออกไปดำเนินงานในต่างประเทศได้แก่การที่ผู้บริหารมีความต้องการที่จะนำธุรกิจของตนเข้าสู่ธุรกิจระหว่างประเทศ เพราะถ้าผู้บริหารมิได้มีความต้องการที่จะออกไปดำเนินงานในต่างประเทศแล้ว ธุรกิจระหว่างประเทศย่อมไม่เกิดขึ้นและจะส่งผลไปยังความเสียเปรียบในลักษณะของต้นทุนต่อหน่วย ทำให้ในที่สุดก็จะต้องถูกธุรกิจจากต่างประเทศซึ่งมีความได้เปรียบในเรื่องต่างๆเข้ามาแข่งขันและไม่สามารถสู้ได้ในที่สุดก็จะต้องล้มเลิกไป และเมื่อจะออกสู่ตลาดโลกทั้งการค้าและการลงทุนนั้นธุรกิจจำนวนมากจะต้องให้ความสนใจกับระดับและระยะเวลาในการที่จะก่อให้เกิดความสำเร็จในการลงทุนด้วย เช่นการที่ธุรกิจจากประเทศเยอรมันคิดจะขยายการดำเนินงานใน ออสเตรีย สวิสเซอร์แลนด์อาจต้องใช้เวลานานกว่าธุรกิจเยอรมันที่ขยายการดำเนินงานเข้าไปในเกาหลี สหรัฐอเมริกาหรือประเทศไทย หรือพิจารณาง่ายๆก็คือในระยะเวลาที่เท่ากันการเข้าไปดำเนินงานในประเทศหนึ่งจะมีผลต่อระดับการขยายตัวสูงกว่าอีกประเทศหนึ่ง ธุรกิจจำนวนมากที่เล็งเห็นว่าการที่จะอยู่รอดได้ในสภาวการแข่งขันในปัจจุบัน

ระบบเศรษฐกิจของไทยจำเป็นต้องพึ่งพาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ การก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของประเทศไทย ซึ่งมีเป้าหมายของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเป็น “ตลาดและฐานการผลิตเดียว” โดยให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานมีฝีมือภายในอาเซียนอย่างเสรี รวมถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้นภายในปี 2558 เป็นความท้าทายที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจส่งออก นำเข้า หรือผู้ที่ทำธุรกิจภายในประเทศ ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดย่อม และยังรวมไปถึงผู้ประกอบการระดับชุมชนด้วย ในการที่จะต้องเรียนรู้และปรับตัวรองรับความเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากเปิดเสรีภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเป็นภัยคุกคามต่อธุรกิจ หรือแสวงหาโอกาสทางธุรกิจที่ท้าท้ายความสำเร็จ

ระบบเศรษฐกิจภายในของประเทศไทยเป็นแบบผสม หมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่รัฐเข้ามามีส่วนในการดำเนินกิจกรรม ทางเศรษฐกิจของประเทศหลายประการ แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะเป็นของเอกชน ซึ่งเป็นระบบที่ประเทศ ต่าง ๆ ทั่วโลกนิยมใช้ในปัจจุบัน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงประมาณ 7-8% ซึ่งถ้ามองในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ตัวเลขดังกล่าวมีผลในการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในภาคเอกชนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เป็นผลเนื่องมาจากการที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศอย่างจริงจัง ทั้งในด้านการพัฒนาการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า และการพัฒนาการผลิตเพื่อส่งออก

ระบบเศรษฐกิจของไทยจำเป็นต้องพึ่งพาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ มีการแข่งขันกันผลิต มีการขาย และมี การจัดการตามระบบการค้าเสรี ปัจจุบันรายได้สูงสุดของประเทศมาจากสินค้าทางการเกษตรถึงร้อยละ 60 ของรายได้ จากการส่งออกทั้งหมด และจากการจ้างแรงงานในสาขาเกษตรถึงร้อยละ 70 ของแรงงานทั่วประเทศ รัฐบาลจึงให้ความ สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจทางด้านการเกษตรเป็นพิเศษ และด้านอุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่ง การพาณิชย์และ การท่องเที่ยว เป็นอันดับที่ลดหลั่นลงมา

ผลิตผลทางเกษตรของไทย เกิดขึ้นจากความอุดมสมบูรณ์ของน้ำและผืนดิน ความขยันหมั่นเพียรของเกษตรกร ความ รู้ในเรื่องการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ให้มีคุณภาพดี และเทคโนโลยีต่าง ๆ พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ยางพารา มันสำปะหลัง ผลไม้นานาชนิด เช่น เงาะ ทุเรียน สับปะรด มังคุด ลางสาด มะม่วง กล้วยหอม ส้มโอ ฯลฯ อาหาร ทะเลสดและตากแห้ง และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีผลผลิตจากป่าเขตร้อน เช่น สมุนไพร หวาย ย่านลิเภา ไม้ไผ่ ที่นำมาออกแบบจักสานเป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่สวยงามจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศด้วย ทรัพยากรเหล่านี้นอกจากจะทำรายได้ให้แก่ชุมชนแล้ว ยังเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ประชาชนไม่ละทิ้งท้องถิ่น มีการรวมตัวกัน พัฒนาหมู่บ้านของตนให้น่าอยู่ รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ วิถีชีวิตเรียบง่ายสงบสุขแบบไทย ๆ เช่นนี้ เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจที่จะเข้ามาสัมผัสด้วยตนเอง