สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันคล้ายคลึงกับก่อนที่จะเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในเมืองไทย

10

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันนั้นมีอะไรหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับก่อนที่จะเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในเมืองไทยและ Dot Com Bubble ในอเมริกาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจของอเมริกาที่มีอัตราการเจริญเติบโตกว่า 4 % ในปี 1999 หรือสูงกว่าประเทศทร่ำรวยอื่นๆ ถึงสองเท่า อัตราการว่างงานที่ต่ำสุดในรอบ 30 ปีที่ 4 % หรือค่า P/E ของตลาด S&P 500 ที่สูงกว่า 30 เท่า ซึ่งเป็นที่มาของการล่มสลายของฟองสบู่ในอุตสาหกรรมไอทีในยุดดังกล่าว

เศรษฐกิจของประเทศยักษ์ใหญ่ในช่วงเวลาดังกล่าวก็ไม่ต่างจากสถานการณ์ในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่ยุดฝืดเคืองในปี 1997 และเศรษฐกิจของเยอรมันที่ไม่ต่างจากคนป่วยจากปัญหาค่าแรงและต้นทุนประกอบการที่สูงขึ้น และการล่มสลายของเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงต้นของยุค 90 และล่มสลายลงในเวลาต่อมา ก่อให้เกิดวิกฤติในประเทศไทย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ บราซิล ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกจากการดำเนินนโยบายทางการเงินที่ผิดพลาด และการปกป้องค่าเงินของตนเองโดยไม่คำนึงถึงพละกำลังของตนและการมีหนี้สินเงินตราต่างประเทศมากจนเกินไป และท้ายที่สุดเศรษฐกิจของอเมริกาก็เกิดปัญหาสภาวะฟองสบู่ในอุตสาหกรรมไอทีที่แตกในปี 2001

เหตุการณ์ในขณะนี้นั้นมีความเหมือนกับเหตุการณ์ในยุค 90 เป็นอย่างมากที่เศรษฐกิจของอเมริกาเติบโตในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ นั้นอ่อนแอ อาจจะต่างกันบ้างก็ตรงที่ประเทศจีนซึ่งเข้ามาเป็นผู้เล่นขนาดใหญ่รายใหม่และมีขนาดเศรษฐกิจก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของโลกแทนที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2015 ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของอเมริกาจะโตขึ้น 3 % เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจของประเทศอื่นที่ยังอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอ เช่นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปที่ไม่น่าจะเติบโตเกิน 1.1 % และเศรษฐกิจของประเทศจีนที่ยังคงเติบโตลดลงอย่างต่อเนื่องและไม่น่าจะขยายตัวเกิน 7 % ในปีนี้

เหตุการณ์เช่นนี้คล้ายคลึงกับช่วงยุค 90 ที่เศรษฐกิจของอเมริกามีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว อัตราการสร้างงานนั้นสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 1999 ซึ่งเป็นอนิสงส์จากราคาน้ำมันที่ถูกลง ทำให้เพิ่มอำนาจการซื้อของประชาชนและก่อให้เกิดการลงทุนเพิ่มมากขึ้น แต่ก็จะให้ผู้ประกอบการขุดน้ำมันจากชั้นหิน ซึ่งมีต้นทุนการผลิตน้ำมันที่สูงกว่าการผลิตน้ำมันจากบ่อน้ำมันทั่วไปจะล้มลายลงในระยะเวลาอันใกล้ และอนิสงส์จากเงินดอลล่าร์ที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลักอื่นๆจะมีผลทำให้การส่งออกของอเมริกายิ่งแย่ลงเหมือนกับที่เกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 15 ปีก่อน

ค่าเงินหยวนลดลงทำให้ทั่วโลกเริ่มกังวลกับค่าเงินในประเทศจีน

ค่าเงินหยวนลงทำให้ทั่วโลกเริ่มกังวลกับค่าเงินในประเทศจีน
หลังจากที่ประเทศจีนประกาศลดค่าเงินหยวนลง ส่งผลให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงไปทันทีกว่า 4.6% เมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับได้ว่าเป็นการประกาศลดค่าเงินครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของจีนในรอบกว่า 20 ปี ภาคการส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน เพราะการที่จีนลดค่าเงินหยวน ส่งผลให้สินค้าจากไทยที่ส่งไปที่จีนมีราคาแพงขึ้นทันที ขณะที่ประเทศอื่น ๆ จะมองว่าสินค้าจีนมีราคาถูกลง

การเงินการคลังที่มีอยู่ในมือของรัฐบาลจีนในตอนนี้เริ่มอ่อนแรงลงเต็มที ประกอบกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้รัฐบาลจีนตัดสินใจใช้มาตรการลดค่าเงินหยวนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการส่งออก ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพใหญ่ของประเทศจีนก็คือ “การส่งออก” ดังนั้นยาแรงที่จีนนำมาใช้คือ “การปรับวิธีการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงเงินหยวน” หลังจากเปลี่ยนวิธีการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ก็มีผลทำให้ “อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงสอดคล้องกับอัตราแลกเปลี่ยนในตลาด” มากขึ้น

สินค้าส่งออกของไทยไปจีน พบว่า การส่งออกกระจุกตัวอยู่ในสินค้าโภคภัณฑ์กว่าร้อยละ 50 เป็นสินค้าชั้นกลางอีกร้อยละ 10 สินค้าส่งออกหลักที่ไทยส่งไปจีนไม่ว่าจะเป็นยางพาราและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางพารา เม็ดพลาสติก ตลอดจนเคมีภัณฑ์ ล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบจากการที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง ในขณะที่การส่งออกสินค้าประเภทชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ก็มีแนวโน้มไม่สดใส จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคในตลาดโลก ทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ติดลบร้อยละ 7

การรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ไทยอาจต้องเร่งดำเนินนโยบายทางการคลังเพื่อไม่ให้สถานการณ์การส่งออกย่ำแย่ไปกว่านี้ โดยต้องเร่งลงทุนเพื่อให้ขาดดุลมากขึ้น อันเป็นการทำให้เงินบาทอ่อนค่าซึ่งจะทำให้ไทยสามารถแข่งขันในการส่งออกได้ดีขึ้น ในขณะที่นโยบายการลดดอกเบี้ยลงนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ เพราะอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันของไทยก็อยู่ในระดับต่ำมากแล้ว