การนำความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในทางธุรกิจ

ผลกำไรสูงสุดเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจคาดหวังมากที่สุดเพราะเป็นสิ่งที่บ่งบอกผลประกอบการได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ประเด็นชี้วัดด้านต่างๆเป็นเพียงปัจจัยระดับรอง ไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวเลขทางการเงิน ซึ่งสามารถชี้วัดได้ทันที และเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ง่ายกว่าปัจจัยอื่นๆ

ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจของไทยส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากต่างชาติ

แต่ในความเป็นจริงแล้วแนวคิดที่สามารถนำมาบริหารธุรกิจของไทยก็มีเช่นกัน นั่นคือ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั่นเอง เป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก แต่ผู้ประกอบการไทยยังไม่ได้จริงจังที่จะนำมาปรับใช้ในธุรกิจของตนมากเท่าไรนัก เพราะผู้บริหารส่วนใหญ่ใช้การชี้วัดเศรษฐกิจทางตัวเลขมากกว่า และอาจคิดว่าคำว่าพอเพียงนั้นไม่เพียงพอต่อการเร่งสร้างฐานทางเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันอยู่ตลอดเวลา และในอีกมุมมองอาจะคิดว่านำไปใช้ได้ในเฉพาะเกษตรกรเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วหลักเศรษฐกิจพอเพียงสามารถตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจได้ดีทีเดียว รวมทั้งเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการคิดอย่างรอบคอบ เพราะไม่ว่าธุรกิจจะเติบโตไปในทิศทางใดย่อมต้องตั้งอยู่ในพื้นฐานความรอบคอบนั่นเอง

ปัญหาของการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ทางธุรกิจนั้น ปัญหาหลักๆอยู่ที่ความเข้าใจว่าเป็นการนำไปใช้กับเกษตรกรรมเท่านั้นไม่ใช่อุตสาหกรรมซึ่งห่างไกลจากชีวิตคนเมือง จึงเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจมากนัก นอกจากนี้ยังมองว่าหลักความพอเพียงไม่เหมาะกับการมุ่งหวังทางผลกำไร แล้วจะนำมาใช้ได้จริงหรือ

หลักความพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้โดยไม่ขัดต่อการแสวงหากำไร แต่การได้มาซึ่งกำไรต้องไม่มาจากการเอาเปรียบผู้อื่น หรือการแสวงหากำไรจากการเบียดเบียนผู้อื่น ไปจนถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างประหยัดและมีคุณภาพ นอกจากนี้หลักความพอเพียงจะต้องประกอบด้วยคุณลักษณะ 3 ประการ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี มีการบริหารที่เป็นขั้นตอนไม่ช้าไม่เร็วเกินไป และต้องไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน

เศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายว่า พอดี นั่นคือ มีความเหมาะสม กำลังดีไม่ขาดไม่เกิน ไม่โลภมาก มีความรอบคอบในการประกอบธุรกิจ ดังนั้นหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักที่นักธุรกิจควรให้ความสำคัญ